TANX ♥'s profileSexcercise '♥PhotosBlogGuestbookMore Tools Help

Blog


    April 06

    Chantaburi

     

    ผมลืมตาขึ้นมา

    ก้อนเมฆสีเทาหนาเตอะลอยหนักอึ้งอยู่บนท้องฟ้า สายฝนโปรยปรายกระทบกระจกรถเป็นรอยหยดน้ำจางๆ รถมินิแวนสีดำเจ็ดที่นั่งบรรทุกผู้โดยสารหกคนกำลังขับเคลื่อนผ่านเส้นทางที่ดูเหงาหงอย ข้างทางมีเพียงสีเขียวของใบไม้กับสีม่วงของดอกอินทนินและตะแบกพุ่งผ่านไปดูพร่าเลือน

    เสียงวิทยุดังมาจากที่นั่งข้างหน้า

    “ แค่ให้ฉันได้บอกเธอสักคำ
    พูดในวันที่จำต้องจาก
    อยากให้รู้ว่ารักเธอมาก และจะรัก รักตลอดไป
    เกิดชาตินี้แค่ได้พบเจอ เกิดชาติหน้าค่อยฝันกันใหม่
    วันนี้ใจสลาย
    ยอมจำนนให้ฟ้าดินแยกเราไกลกัน ”

     

    แล้วท่อนสุดท้ายก็ดังตามมา

    “คนรักกันใยฟ้าดินถึงไม่เข้าใจ”

    เพลงบางเพลงก็ทำให้เรานึกถึงความหลังเนอะ

    เสียงฝนตกดังต่อไปอย่างไม่ใส่ใจจะหยุดหรือตกให้หนักขึ้น เพลงจบแล้ว อินโทรของเพลงต่อไปกำลังดังขึ้นต้น พี่เสริฐกับพี่อิ๋มกำลังถกกันเรื่องการเมือง คุณแม่กำลังบอกเส้นทางให้ป๋า พี่กบกำลังคุยโทรศัพท์

    เสียงเบาๆเหล่านั้นกล่อมจนผมผล็อยหลับไป

     

    ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

    ฝนคงจะเพิ่งหยุดตกไป พวกเราถึงที่พักแล้วก็แยกย้ายเข้าไปในห้อง

    ยามเย็นตามมาอย่างรวดเร็ว ผมนั่งกินอาหาร และพูดคุยกับเพื่อนเก่า ท่ามกลางบรรยากาศที่มีสายลมพัดผ่าน กับสระน้ำที่ฝูงปลาแหวกว่ายเอื่อยๆ ปล่อยใจจากปัญหาที่รุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ที่รู้ว่ามันกำลังจะตามมาในไม่ช้า….

    ตั้งแต่สองทุ่ม พวกเรานั่งเล่นไพ่ -- ผิดกฏหมายนะเด็กๆ --อย่างเมามันในอารมณ์

    ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน

    March 13

    ช่วงนี้ติดละคร

     

    แมวสาวกร้านโลกประจำบ้านร้องทักอย่างน่าสะอิดสะเอียน ผมไม่เข้าใจมันสักทีว่าทำไมต้องร้องแบบนั้น มันจะสื่ออะไรกัน

    คุณแม่ไขประตูเข้าบ้าน เจ้าแมวสีขาว ส่ายหางสีดำสนิทของมันเดินตามเข้าไปราวกับนางแบบ

    ผมเดินตามมันก่อนจะเตะก้นมันให้พุ่งไปข้างหน้าด้วยความหมั่นไส้

     

    … วันนี้กูกะกอล์ฟไปเรียนอยู่สองคน  ที่เหลือไปเดินตะวันนา น่าตลกที่การโดดเรียนพิเศษตอนปิดเทอม

    สำหรับข้าพเจ้าแล้วมันก็ไร้สาระ  และในเมื่ออาจารย์สอนพิเศษคนนี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าขุ่นเคืองใจตรงไหน

    ก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ต้องโดดเรียน

     

    ผมเทอาหารแมวลงในจาน พลางส่ายหัวอย่าง งงๆ เมื่ออีแมวมันเดินเข้ามาดม ๆ แล้วก็เดินจากไป

    อะไรของมัน ก็เห็นกินได้อยู่ทุกวัน  วันนี้ทำมาเป็นสลิด  เชอะ

     

    วันวานผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนหน้าเบื่อหน่าย พอกลับจากเรียนพิเศษ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีอะไรทำมากไปกว่าดูละคร

    ซึ่งหากท่านได้ติดตามเหมือนกัน ก็คงจะพบว่ามีละครน่าสนใจอยู่ไม่กี่เรื่อง ดังนี้

     

    อาทิตย์ชิงดวง : ช่อง 5

    ด้วยความทะเยอทะยานของรังรอง หญิงสาวผู้อ้างว่าตนคือลูกสาวคนเดียวของนาย รังสี สุริยาทิตย์

    เธอจึงวางแผนกำจัดเมียใหม่ของพ่อ  พร้อมๆ กับทำทุกอย่างเพื่อเอาสมบัติของตระกูลนี้  ละครเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน

    ผลงานของเอ๊กซ์แซค ซึ่งสร้างผลงานน่าภาคภูมิใจมาแล้วหลายเรื่อง และเสน่ห์ของมันอยู่ที่

    นางเอกเรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแบบสลัมๆ เหมือนเรื่องอื่นๆ แต่กลับใช้เล่ห์เพทุบายจนคนดูอยากถามว่า

    นี่มันนางเอกรึเปล่าฟ่ะ = =

     

    สาปภูษา : ช่อง 3

    ถึงจะเป็นละครแนวสยองขวัญแล้วไปชนกับ ปอบผีฟ้าทางช่องเจ็ด  แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้

    เรตติ้งดีกว่ามาก อย่างแรกคงเป็นเพราะ ไม่เคยเห็นผีที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งยังเดินเรื่องราว

    ให้มีเหตุการณ์ในปัจจุบันและอดีตสลับกันไป เพื่อดึงคนดู (อย่างกู) ให้อยากรู้ว่า อีผีนี่มันตายยังไง

    ขอแนะนำให้ทุกท่านดูสลับกับปอบผีฟ้า แล้วจะได้อรรถรสกว่าเยอะ

     

    เมียหลวง : ช่อง 7

    ละครเรื่องนี้โกยเรตติ้งถล่มทลาย ด้วยความแรงของทั้งเมียหลวงและโดยเฉพาะเมียน้อย

    รวมทั้งเพื่อนฝูงของเมียหลวง แถมยังทำให้คนดูคิดได้อย่างเดียวว่า  อีผัวนางเอกนี่เชี่ยจริงๆ

    มาดสงบนิ่งของเมียหลวง ที่บอกว่าไม่รักแต่ก็น้ำตาคลอทุกครั้งที่กล่าวถึง

    ความร้อนแรงของเมียน้อย ที่คิดได้อย่างเดียวว่า มึงต้องเป็นของกู

    ละครเรื่องนี้สะท้อนเรื่องจริงของสังคม จนผู้ชมหลายท่านไม่อาจเลิกดูได้

    และหลายๆ คนคงเกลียดอีเมียน้อยไปหลายช่วงจิตแล้ว

     

     

    แมวน้อยร้องครวญครางจนข้าพเจ้าเริ่มรำคาญ

    นิยายในมือก็มันระทึกซะจนไม่อยากจะวางลง

    กูหันไปมองมัน พลางถามว่า “มึงจะเอาไง”

    มันร้องเหมียว ๆ เหมือนจะรู้เรื่อง

    แล้วเดินนวยนาดไปที่ประตูบ้าน พลางเกาบานประตูแกรก ๆ ด้วยท่าทางชวนสยอง

    …. คงนึกว่าตัวเองเป็นสาวโคโยตี้

    ข้าพเจ้าถอนหายใจ ปิดหนังสือ ก่อนจะลุกไปเปิดประตูให้มัน พลางตั้งคำถามในหัว

    แล้วมึงจะเดินเข้าบ้าน มาทำไม ?

     

     

    March 01

    นี่คือสถาน.. แห่งบางกะปิ

     

    ควันพิษหลายกิโลตันลอยเข้าจมูก  เมื่อรถสายนี้เริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตแดนอันไม่คุ้นเคย  ความรู้สึกพวกเราคงเหมือนกับพจมาน

    ยามเผชิญหน้ากับบ้านทรายทองครั้งแรก …  ให้ตายสิ ทำไมต้องถ่อกันมาเรียนไกลกันขนาดนี้ด้วย

    ข้าพเจ้าเพิ่งทราบผลการเรียนตัวเองเมื่อสักครู่  ก็ดีขึ้นอ่ะนะ ถ้าไม่ติด …. “ชี”

    รถเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกแฮปปี้แลนด์  พลอยก็พูดขึ้นว่า “เดอะมอลล์ เลี้ยวขวาไม่ใช่หรอ”

    กูกะอีพิวส์มองหน้ากัน  อีนี่ อย่าทำพวกกูหลอนสิ 

    แต่คนบนรถก็ลงกันเกือบหมดคัน ทั้งหมดก็เลยตัดสินใจลุกขึ้น ก้าวเท้าอย่างมาดมั่น และลงจากรถ…..

    ยืนปรึกษาหารือกันอยู่สักพัก คงไม่รอดแน่ๆ   ถ้ายังคุยกันสามคนแค่นี้

    หันไปเจอป้าขายพวงมาลัย  ….ป้าบอกไม่รู้

    พอหันไปถามป้าขายสตรอเบอรี่ …ไม่ทราบ

    ยืนมองหน้ากันอีกครั้ง ข้าพเจ้าหยิบโทรศัพท์กดเบอร์คนที่คิดว่ารู้ทาง

    พอฝ่ายนั้นถามว่า “มึงอยู่ที่ไหน”  ผมก็ได้แต่ตอบไป  “กูก็ไม่รู้”

    มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนลอกแลกๆ อยู่ตรงนั้น มองพวกเราแล้วส่ายหน้า  ด้วยความรำคาญปนอนาถใจ พี่คนนั้น

    ก็เลยถามว่าจะไปที่ไหน  พวกเราหันไปมองด้วยสายตาขอบคุณประหนึ่งเจอพระแม่มารีมาโปรด  

    คุยกันเสร็จเรียบร้อย ด้วยความที่เป็นเด็กมีการศึกษา และตรา รวบ. เด่นชัดอยู่บนอก ก็เลยต้องขอบคุณแรงๆให้พี่คนนั้น

    ว่าแล้ว สามสหายก็ออกเดินทาง  มุ่งหน้าสู่ “วิสุทธานี”   

     

    หลายๆ คนคงถามว่าทำไมมึงไม่ลากคนที่เคยไปมาด้วย  นั่นสินะ  ด้วยความเป็นเพื่อนที่ดีปนถูกบังคับสักเล็กน้อย

    จากการลงสมัครเรียน 7 คน มีคนมารับหนังสือแค่ 3 คน  และทั้ง 3 คนที่ว่าก็ไม่เคยย่างกรายมาแถบนี้แม้แต่น้อย

    ปกติเดินพารากอน  อะไร ๆ ที่ไฮโซเทือก ๆ นั้นอ่ะนะ 

    Visutthanee  ป้ายชื่อซอยตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อยหน้าตาน่ารัก 3 คน ได้แต่มองป้ายนั้นด้วยความเกรงขาม

    แค่ย่างก้าวแรก ก็สร้างความกดดันให้พวกเราได้อย่างมาก  รอบตัวเงียบสงัด ไม่พบการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตใดๆ

    ยกเว้นยาม 2 คนที่กำลังจู๋จี๋กันอยู่ที่ป้อม  ไอ้เราก็ไม่กล้าขัดจังหวะน่ะนะ

    มุ่งหน้าไปด้วยความบากบั่น        สุดซอย  โรงเรียนกวดวิชา อ.สมศรีกำลังรอพวกเราอยู่…..

     

     

    การเคลื่อนไหวของผู้คนจำนวนมาก ทักทายพวกเราเมื่อมาถึงสะพานลอย ณ เดอะมอลล์บางกะปิ

    ก้าวข้ามประตู เดินเชิดหน้ามั่น  พลางทำสีหน้าแบบที่ประกาศให้คนทั้งห้างฯ รู้ว่า  … พวกกูมาบ่อย

    เดินไปอย่างไร้จุดหมาย  มองหาสถานที่รับประทานอาหารที่พอจะประทังชีวิต

    ระหว่างทางเจอคนโรคจิตมากมาย  ถ้าจะจ้องหน้ากันขนาดนี้ ช่วยลากกูไปข่มขืนเลยดีกว่า

    ในที่สุด พระเจ้าก็เข้าข้าง เราไปเจอศูนย์อาหารตรงชั้นห้าข้างโรงหนัง

    มักกะโรนีร้านป้าคนนี้อร่อยไม่หยอก  พวกเราตบท้ายด้วย Swensens โหะๆ กินอะไรเหมาะกับหน้าตาสุดๆ

    พิวส์หยิบโรศัพท์ขึ้นมา พร้อมกับกล่าว่า 6 โมงเองเพื่อน

    มองหน้ากัน ต่างพยายามระลึกไว้เสมอว่านี่ไม่ได้อยู่เซ็นทรัลบางนานะ

    ยืนคอยรถเมล์ด้วยความละเหี่ยใจ  หนังสือสมศรีที่ไม่รู้ว่าจะใหญ่อะไรนักหนาอยู่ในอ้อมแขน

    เดินทางในเวลากี่นาทีไม่ทราบ  พอซีคอนฯ ปรากฎสู่สายตา  อีพิวส์เซดว่า   พึ่งจะทุ่มนึงเท่านั้น

    ลงจากรถ …  ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินอันคุ้นเคยไม่เท่าไหร่  รถเมล์สายต่อไปก็มาถึง

    ในที่สุด รถที่ข้าพเจ้ารอคอยก็มา 

    โบกมืออำลาพลอยกับพิวส์   ก้าวขึ้นรถประจำทางอย่างสบายใจ ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะริมหน้าต่างเบาะหนึ่ง

    ดึกมากแล้ว  สำหรับเด็กที่บ้านอยู่ไกลอย่างกู  ข้าพเจ้าถอนหายใจ

     

     

     

    และถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ…….

     

     

    February 24

    Day of ….

     

    นาฬิกาเหนือหัวบอกกูว่าตอนนี้มัน  10.40  แล้ว  ตื่นเร็วแฮะวันนี้   ผมเดินเข้าห้องน้ำ อย่าเพิ่งคิดว่าไปแปรงฟันล่ะ

    กูเดินไปส่องกระจก ยิ้มยีฟันโชว์เหล็กดัด อย่างภาคภูมิใจในความหน้าตาดีของตัวเอง  แล้วก็เดินออกมา

    ป๊ากะคุณแม่ คงออกไปนานแล้ว ปล่อยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้เผชิญโลกกว้างนี้เพียงลำพัง   กูยังไม่ได้บอกใครหรอกนะ

    แต่อยากจะประกาศไว้ในนี้ว่ากูแอบสลิด ไปดัดฟันมา  หน้ากูเชี่ยขึ้นเยอะเลย  อยากจะบอกว่าตอนไปดัด อีหมอดัดฟันเสือกวอกถาม

    กูว่า “ไปถอนฟันมาเพื่อจะดัดใช่ไหม”  ห่ารากเหอะ    ปกติฟันกูออกจะสวยงาม ถ้ากูไม่ขี้เกียจไปหน่อย มันคงไม่ผุแล้วหักครึ่ง  จนกูต้อง

    มาเสียตังกับมึงหรอก

    ผมออกจากห้องไปดูว่าคุณแม่สุดประเสริฐทำอะไรไว้ให้กินบ้าน  ตัวบ้านเงียบสงัด เสียงฝีเท้าที่ดังก้องตามมาข้างหลัง

    คล้ายจะหลอกหลอนว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว  ในครัวมีหม้ออยู่สองหม้อ หม้อหนึ่งใส่ข้าวต้ม  อีกหม้อหนึ่ง แม่แอบบอกไว้ตั้งแต่

    เมื่อคีนแล้วว่าวันนี้จะทำ ซุป ให้กิน   เหอะๆ  แต่ละอย่าง   กูไม่น่าไปดัดฟันเลยจริง ๆ

    ปิดเทอมแล้วเหงากว่าที่คิดแฮะ  เพื่อนแต่ละคนก็ไม่มีใครชวนออกไปเที่ยวเลย  แค่ 2 อาทิตย์กูก้ต้องไปเรียนพิเศษแล้วนะเฟ้ย

    อีกไม่กี่วัน เกรดก็จะออกแล้ว  สำหรับเด็กอย่างกูที่คงจะได้เกรด 4 ก็เลยแบบว่าชิลๆ  (มันเป็นอาการของคนหลอกตัวเอง เพื่อนเอ๋ย)

    นิยายมันๆ ใหม่ๆ ก็เสือกวอกออกมาเต็มร้าน จนกูไม่กล้าซื้อสักกะเล่ม

    หม่ามี๊โทรมาบอกจะไปรับพี่ท๊อบก่อน กูเลยแรดนั่งเล่นคอมรออาหารเย็นด้วยความหิวโหย  เพื่อนๆ ในห้อง (2)  บอกให้กูเป็น

    เจ้าพ่อบอร์ด  อยากจะบอกเพื่อนๆ ทุกคนด้วยใจจริง ว่า  เอ็มมันพังน่ะ  ไม่ยังงั้นกูคงไม่ว่างไปปั่นบอร์ดขนาดนั้น  = =”

    เสียงประตูรั้วเลื่อนดังแว่วมาในหู ผมออกไปเปิดประตูรับ  ตายห่า …  ไม่รู้ว่าพี่กูไปทำอะไร อีสุกอีใสเห่อเต็มตัว

    งี้กูก็ต้องระวังอีกแล้วใช่มะ  บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงมาก เห็นมะ ตุ่มเต็มตัวเลย (เฮ้ยๆๆ อีสุกอีใส  ไม่ใช่เอดส์ ..)

     

    วันนี้ไร้สาระสุดๆ เลยว่ะ

     

    February 21

    แมงมุม ..

     

    วันนี้คุณแม่จัดของในห้องน้ำใหม่ และพบมดจำนวนมากที่มาจากไหนก็ไม่รู้ แม่บอกว่าอาจจะอยู่ในเครื่องซักผ้า (?)

    ป๊าเลยเข้ามาฉีดไบกอนซะเข้าห้องน้ำไม่ได้ไปหลายชั่วโมง - -    เข้าไปอีกที จะแปรงฟัน (ตอนเที่ยง?)

    ข้างในห้องน้ำ มีมดนับพันตัว นอนไร้สติอยู่ อย่างกับพึงเจอคลื่นสึนามิ  … สมน้ำหน้า ดันเข้ามาอยู่ในเครื่องซักผ้า

    ผมมองลงไปใต้อ่างล้างมือ แมงมุมตัวหนึ่งนอนสงบอยู่ …

    ตอนแรกก็คิดว่ามันคงคายแล้ว แต่ขาของมันที่ชี้ขึ้นฟ้านั้นกำลังขยับอยู่น้อยๆ

    ราวกับตะเกียกตะกายไขว่คล้าที่จะมีลมหายใจอยู่ให้ได้

    มันพยายามอยู่นานทีเดียว ในที่สุดมันก็สามารถ พลิกตัวกลับลงไปได้สำเร็จ

    แต่… ก็ดูเหมือนมันจะหมดหนทางที่จะทำอะไรต่อ มันนิ่งอยู่นาน

    ผมก็มองมันอยู่นานเหมือนกัน

    มันยกขาหน้าอันสั่นเทาขึ้นช้าๆ ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก

    มันยกค้างอยู่อย่างนั้น แล้วก็ปล่อยตกลงมา 

    ความพยายามครั้งนี้ของมันไม่สำเร็จ

    ในที่สุดมันก็หยุดเคลื่อนไหว ……

    …..นาน  นานมาก นานเกินไป

                                                                                     มันตายแล้ว ….

    ความรู้สึกประหลาดๆ เกินขึ้นในใจ

    ผมหันหลังไปมองมดนับร้อยที่นอนสิ้นลมหายใจอยู่เบื้องหลัง

    พวกแกไม่ผิดสักนิด ไม่ผิดเลย  ทุกๆตัวในห้องนี้  ….. มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่

    ในเมื่อมนุษย์อย่างพวกเรายังรักตัวกลัวตาย

    ประสาอะไรกับเดรัจฉานอย่างพวกมัน 

    พวกเราไม่ใช่เจ้าของโลกใบนี้

    ไม่ได้เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพียงเพราะมีสมองชาญฉลาด

    ไอ้มดพวกนี้ก็ไม่ผิดเลยสักนิด  พวกเราต่างหากที่รุกล้ำอาณาเขตของมัน

    ขอโทษนะ     ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นหรอก  ขอโทษจริงๆ

    ผมมองไปที่แมงมุมตัวนั้น  มันยังนิ่งอยู่ในท่าเดิม

    สงบนิ่ง  ไม่เคลื่อนไหว

    ผมเพิ่งสังเกตว่ามันเป็นแมงมุมที่ตัวใหญ่มากทีเดียว

    ผมปล่อยมันไว้อย่างนั้น แล้วหันไปแปรงฟันต่อ …..

    .

    .

    ไม่เกี่ยวกับเรื่อง แต่อยากพูดในฐานะตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่พูดภาษา “มนุษย์” ไม่ได้  (ไหนๆ เรื่องนี้ก็มีสุนัขแล้ว)

    คุณไม่ใช่เจ้าของโลกใบนี้ ไม่ได้เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แค่เพราะคุณมีสองเท้าไว้ยืน

    สองมือไว้จับของคุณ ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายพวกเขา  โดยการจับพวกเจาใส่กระสอบและทุบด้วยเหล็กจนตาย

    หรือเอาสายไปรัดคอเขาจนตาย

    มันไม่สนุกแน่ ถ้าคุณคือคนที่อยู่ในกระสอบ หรือถูกรัดคอแทนพวกเขา

    กรรมอาจตามหาคุณช้าไปหน่อย แต่มันจะเจอคุณแน่  … สักวัน “

    - ข้าเจ้า  ผู้เป็นเจ้าของสุนัขสีดำ -

    * จากหนังสือ   เดนตาย ชื่อนี้ผียังกลัว  by ข้าเจ้า

    February 05

    “ ♥ ไม่ด้านพอ ”

     

    แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านแผ่นไม้ อันเป็นฉากหลังของเวทีแห่งนี้ แสงนั้นทำให้ดวงตาของผมพร่ามัวไปชั่วขณะ บุคคลระดับสูง

    กำลังยืนอยุ่บนนั้น เฝ้ามองพวกเราด้วยความห่วงใย  โกรธเคือง  น้อยใจ    ……หรือยิ้มเยาะ

    เพียงชั่วขณะที่เสียงเซงแซ่ของนักเรียนนับร้อยชีวิตกำลังดังกึกก้องอยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนี้ การปรากฎตัวของคนกลุ่มหนึ่งก็ดึงความสนใจไปได้มาก

    อีกทั้งเหล่าตัวแทนนักเรียนที่ถือพานใส่พวงมาลัย กับผู้ปกครองสองสามคนที่ถือช่อดอกไม้ และยืนอย่างสงบอยู่เบื้องหลัง  …. สุดท้ายก็ได้แค่นี้สินะ

    หลายสิ่งที่พวกเราฝ่าฟัน กลับถูกทำลายด้วยเหตุผลเพียงเพื่อที่จะ “ รักษาชื่อเสียงของโรงเรียน “

    การกระทำของคุณ ที่ออกมาบอกว่าถูกสังคมตราหน้าให้เป็น “จำเลย” … คิดจะเรียกคะแนนสงสารรึไง

    การปกป้องและรักษาของเรา กลับถูกกล่าวหาว่าเป็น “การประท้วง” และ “ไร้การศึกษา”

    ความพยายามมากมายที่ตั้งใจจะขจัด “สิ่งเลวร้าย” ออกไปจากโรงเรียน กลับถูกมองว่าเป็น “ความรุนแรง”

    อย่าใช่คำว่า โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ มาอ้างเลย ไม่กระดากปากบ้างรึไง ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเพราะใคร ?

    นักเรียนไม่ได้โง่ แต่กลับถูกกดขี่ความคิดเพียงเพราะเหตุผลไร้สาระ ที่คนเป็นครูเอ่ยออกมา

    น่าตลกดีเหมือนกัน สถานที่ที่ความซื่อสัตย์และยุติธรรม ประกาศิตอยู่ทุกหนแห่งแบบนี้

    กลับถูกปกครองโดย สิ่งมีชีวิต ที่คงบอกได้ว่า  “ รกโลก “

     

    การพูดคุยและกล่าวขอโทษจบลงแล้ว

    ดวงตะวันลอยสูงขึ้นฟ้าจนยอดไม้บดบังแสงไว้หมด  ทิ้งสิ่งมีชีวิตตาดำๆ ไว้ให้แก้ปัญหาอันยุ่งยากใจ

    มันเลื่อนตัวสูงขึ้น ๆ สาดแสงแผ่รัศมีเจิดจ้า ราวกับโกรธเคือง .. ที่อะไรบางอย่าง ณ ที่นี้  “ไม่ถูกต้อง”

     

     

    January 28

    Examination

     

    ความรู้สึกกดดันเกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้าหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขนาดยาวของโรงอาหาร รอบตัวคือเพื่อนร่วมห้อง ที่ถึงอยากจะช่วย

    แต่ก็ไกลเกินกว่าจะช่วยได้ อาจารย์เดินแจกข้อสอบแล้ว ข้าพเจ้าหวังเพียงว่า สิ่งที่ได้ทบทวนมาเพียงน้อยนิดนั้น จะทำให้รอด

    พ้นจากวิกฤตการณ์การสอบในครั้งนี้  ไม่กี่อึดใจต่อมา กระดาษสีขาวสองใบ ก็ถูกวางลงข้างหน้า อ่านเพียงแวบเดียว คงมีแต่คำๆ

    นี้ที่บอกความรู้สึกของข้าพเจ้าได้

    “ ซวย “

     คาบต่อมา ทั้งๆที่ควรจะได้พักในวันธรรมดาๆ แบบนี้ พวกเราทั้งหมดต้องบากหน้า ก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปสอบวิชาต่อไป

    ครั้งนี้ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด เมื่ออาจารย์สุดประเสริฐกล่าวว่า

    “ ดูชีทได้ “

    แล้วพักกลางวันก็มาถึง ช่วงเวลาโหดร้ายถูกหยุดไว้ชั่วขณะ นักเรียนนับพันต่างมุ่งหน้าสู่โรงอาหาร เหอะ อยากจะขำเหมือนกัน

    เมื่อกี้เพิ่งจะนั่งสอบตรงนี้ แต่ความรู้สึกมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    “ แฮมชีทจ๋า หิวจังเลย “

    ช่วงสุดท้ายของวันธรรมดาที่ชวนเครียดแบบนี้ กำลังทำให้นักเรียนส่วนหนึ่งเกือบเป็นบ้า เอาเถอะ เอาเข้าไป ไหนๆก็วิชาสุดท้ายแล้ว

     

    “ อาจารย์เขาคงสนุกกัน - -* “

     

     

    December 31

    Bye Bye … 2008

     

    11 : 42

              ความแน่นขนัดของรถราปรากฎแก่สายตาเมื่อเราเลี้ยวเข้าไปในถนนสาย “กรุงเทพฯ - ฉะเขิงเทรา”  .. ผู้คนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด  “วัดโสธรวรารามวรวิหาร”  วันนี้ป๊ากะคุณแม่ออกมาซื้อของที่คาฟูร์แถวๆนั้น (ไม่ได้มาแวะเข้าวัดอะไรหรอกนะ)   นั่นแหละ ไม่รู้คิดอะไรออกมาซื้อของในวันแบบนี้ คนคงจะน้อยอยู่หรอก …

             เมื่อวานไปหาหมอฟัน ไปถึงก็โดนทักทายด้วยหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมอะไรสักอย่างจนทำให้ข้าพเจ้าเห็นเธอแค่ลูกตา เธอใส่ชุดยาวสีม่วงพร้อมด้วยรองเท้าสีเดียวกัน บนเสื้อบริเวณหน้าอกของเธอเขียนคำๆ หนึ่งราวกับจะประกาศหน้าที่ของเธอให้คนทั้งโรงพยาบาลรู้ว่า เธอคือ “ผู้ช่วยทันตแพทย์” แววตาของเธอช่างสงบนิ่งยามเมื่อเอ่ยกับข้าพเจ้าว่า

              “เชิญทางนี้คะ”

              ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนด้วยใจระทึก เดินตามสาวนางนั้นเข้าไปในหลืบๆ หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาบุพการีทั้งสองด้วยแววตาวิงวอนปนอาฆาต เธอคนนั้นพาข้าพเจ้าเข้าไปในห้องที่กะขนาดได้ว่าไม่ใหญ่ไปกว่าห้องน้ำบ้านข้าพเจ้าแน่นอน  ภายในนั้นมีเตียงสีเขียวค่อนข้างไฮเทค เพราะมีทีวีขนาด 10” อยู่ห้อยติดอยู่ด้วย บริเวณที่เหลือของห้องเป็นตู้สีน้ำตาลอ่อนๆ ที่คงเก็บอุปกรณ์การแพทย์เอาไว้

              “นอนบนเตียงเลยนะคะ”

              หญิงสาวนางนั้นเอ่ยวาจาที่ค่อนข้างล่อแหลมออกมา ผมเคลื่อนกายลงบนเตียงที่ว่าอย่างช้าๆ หญิงสาวคนนั้นทำอะไรสักอย่างอยู่ในบริเวณที่ผมมองไม่เห็น  … เสียงฝีเท้าดังแว่วมาตามทางเดินนอกห้อง ไม่กี่อึดใจ หญิงสาวอีกนางก็ปรากฎตัว

              “สวัสดีค่ะ”

              เธอพูดกับข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผมยกมือไหว้เธอกลับ หญิงสาวคนที่ 2 นี้ เป็นหญิงวัยกลางคน ดวงหน้าแจ่มใสและดูมีราศีกว่าหญิงสาวคนที่หนึ่ง เธอสวมชุดกราวน์สีขาวสะอาด รองเท้าส้นสูงสีดำสนิท ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดง

              “วันนี้มาทำอะไรคะ”

              ข้าพเจ้าอึ้งไปเล็กน้อย อยากจะตอบไปเหลือเกินว่ามาผ่าตัดไส้ติ่งมั้งเจ๊

              “คือฟันมันหักไปสองซี่นะครับ”

              ผมพูดได้เพียงแค่นี้ หญิงสาวคนที่ 1 ก็จับข้าพเจ้าแหกปากออกด้วยมือของเธอ !!   พลางสอดอะไรสักอย่างเข้ามาในปาก หญิงสาวคนที่ 2 ชะโงกหน้ามาดูใกล้ ก่อนจะดึงสิ่งนั้นออกจากปากผม แล้วหันไปพูดกับหญิงสาวอีกนางว่า

              “พาไปเอ๊กซเรย์”

              ว่าแล้ว หญิงสาวคนที่ 1 ก็พาผมไปในห้องที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม เธอสั่งให้ผมนั่งนิ่งๆ

              “นี่หน้าเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่เนี่ย”  เธอถามผม

              “แม่ครับ”  ผมตอบ ก่อนจะนึกในใจ  …เสือกอะไรกับกู

              “ถึงว่า ตาหวานเหมือนแม่นี่เอง” เธอบอก

              T___T  กูจะเสร็จอีผู้ช่วยทันตแพทย์นี่ไหมเนี่ย …

              เธอทำอะไรกับฟันผมอยู่สักพัก ก่อนจะพาผมกลับไปยังห้องๆ เดิม เธอสั่งให้ผมนอนลงบนเตียงอีกครั้ง แล้วบอกให้ผมบ้วนปากด้วยน้ำในแก้วที่อยู่ด้านข้าง หญิงสาวคนที่ 2 กลับมาพร้อมกระดาษในมือที่คงจะเป็น ภาพเอ๊กซเรย์ฟันของผม เธอนั่งดูภาพที่ว่า ก่อนที่หญิงสาวคนที่ 1 จะทำอะไรบางอย่างกับเก้าอี้จนทำให้มันเอนลงไป ลงไป และลงไป ….

              หญิงสาวคนที่ 2 สั่งให้ผมอ้าปาก และภายในเวลาครึ่งชั่วโมงถัดมา พวกเธอก็ทำอะไรบางอย่างกับปากผม

              “พี่คะ วันนี้ได้ขนมมาเยอะแยะเลย เดี๋ยวไปกินกันมั้ยคะ”

              “ฮ่ะ ๆๆ  ใช่ๆ วันนี้ได้ขนมมาเยอะมากเลย เดี๋ยวเอาไปแบ่งให้พวกเด็กๆ เขาดีกว่า”

              “คุณพี่ดูสิคะ อีนางเอกเนี่ย อะไรก็ไม่รู้ โง๊ โง่ .. ผัวมันเลวขนาดนี้ยังจมปลักกับมันอยู่ได้”

             “นั่นน่ะสิ ละครเดี๋ยวนี้ ชักไร้สาระ พี่ดูทีไรล่ะอยากจะเข้าไปตบอีนางร้ายแทนซะจริงๆ”

              หญิงสาวทั้งสองนางถกเถียงกันอย่างเมามัน พร้อมกับทำฟันให้ผมไปด้วย  TT O TT (( …ฟันกู )) สักครู่หนึ่ง หญิงสาวคนที่ 2 ก็บอกกับผมว่า

              “เดี๋ยวหมอจะถอนฟันแล้วนะคะ”

             TTT O TTT !!!!   พ่อจ๋า แม่จ๋า  ช่วยลูกด้วย โอ้ว    ววววว.  

             ว่าแล้ว เธอก็ใช้เครื่องมืออะไรบางอย่างกดฟันผมอย่างแรง จนหญิงสาวคนที่ 1 ต้องจับฟันผมอีกด้านเพื่อกันไม่ให้ผมหันหน้าหนี ช่วงเวลาแห่งความทรมานผ่านไปไม่กี่วิ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเนิ่นนานราวร้อยปี ((เว่อร์))  แล้วมันก็จบลง …

              หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งสองนางก็บอกวิธีปฏิบัติตัว และวิธีการใช้ยาต่างๆ  พอจ่ายเงิน ข้าพเจ้าขอดูใบเสร็จจากคุณแม่ รวมราคาทั้งหมด 11,609 บาท TOT  แพงโฮกก ก ก !  ผมเลื่อนสายตาตามลิสต์ค่าใช้จ่าย พบว่ามีหนึ่งบรรทัดเขียนไว้ว่า ..

              “ค่าวิชาชีพทันตแพทย์ – 5,550 บาท”

              หะ !! นี่กูต้องจ่ายค่าเจ๊สองคนนั้นเท่านี้เลยเรอะ  TT^TT โอ้วว อะไรกัน เจ็บก็เจ็บ  ยังต้องเสียตังค์อีกหรอเนี่ยย *

     

              กลับมาที่คาฟูร์อีกครั้ง … (( 14 : 21 ))

              ผู้คนมากมายเดินผ่านตัวข้าพเจ้าไป ต่างคนต่างเดินอย่างรีบเร่งไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่มีแม้สักคนเดียวที่จะสนใจมองสิ่งรอบกาย ส่งผลให้มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยเกิดขึ้น

              “โอ๊ย !  นี่คุณคะ เดินดูตาม้าตาเรือหน่อยสิ”

              “ก็คุณน่ะแหละ บ้ารึเปล่าเดินถอยหลัง ! “

              “นี่ ! ฉันก็เดินของฉันอยู่ดีๆ คุณต่างหาก มาจากไหน”

             เสียงของคนสองคนนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะยอม และก็ไม่มีทีท่า ว่าใครจะเข้าไปห้าม

              ทำไมนะ ?? ถ้าต่างฝ่ายต่างยอม และรู้ว่าคนที่ผิด ก็ทั้งคู่นั่นแหละ เรื่องมันก็คงจบไปนานแล้ว วันสิ้นปีทั้งที ทำไมต้องอารมณ์เสียกันด้วย  ผมหันกลับมากินบะหมี่หมูแดง (ร้านเจียงลูกชิ้นปลา ^O^) ของผมต่อ  พลางคิดถึงอนาคตของประเทศไทยในภายหน้า ((มีสาระ โหะๆ ๆ ^O^))

     

                           มันจะเป็นยังไงนะ ??

     

    -  เมืองไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก

    -  ปัจจุบัน เหลือพื้นที่ป่าไม้เพียง 20% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากร 65 ล้านคน

    -  ในแต่ละปี คนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินชีวิตประจำวัน คนละกว่า 2 ตันต่อปี

    ( ซึ่งพอๆกับชาวนิวยอร์ก และอาจจะมากกว่าโตเกียวและลอนดอน )

    -  นอกจากป่าไม้ร่อยหรอแล้ว ปริมาณน้ำฝนยังมีแนวโน้มลดลงทุกปี

    -  ทราบหรือไม่ว่า เราสูญเสียหน้าดินฝั่งอันดามันเพราะการกัดเซาะ ฝั่งอ่าวไทยเพราะการลุกล้ำทำกิน

    -  คงไม่ต้องพูดถึง ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง …

     

     

    “ครั้งหนึ่ง… เราเคยมีชื่อติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

    เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองหน้าเที่ยวที่สุดในโลก

    และเคยได้รับสมญาว่า  The Land Of Smile

     

              ไม่คิดจะดูแลเค้าหน่อยหรอ ??

     

             บ๊าย  บาย ย. !  2008*   ^____________^

            

             ปล. ปวดฟันว่ะ   -*-