11 : 42
ความแน่นขนัดของรถราปรากฎแก่สายตาเมื่อเราเลี้ยวเข้าไปในถนนสาย “กรุงเทพฯ - ฉะเขิงเทรา” .. ผู้คนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” วันนี้ป๊ากะคุณแม่ออกมาซื้อของที่คาฟูร์แถวๆนั้น (ไม่ได้มาแวะเข้าวัดอะไรหรอกนะ) นั่นแหละ ไม่รู้คิดอะไรออกมาซื้อของในวันแบบนี้ คนคงจะน้อยอยู่หรอก …
เมื่อวานไปหาหมอฟัน ไปถึงก็โดนทักทายด้วยหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมอะไรสักอย่างจนทำให้ข้าพเจ้าเห็นเธอแค่ลูกตา เธอใส่ชุดยาวสีม่วงพร้อมด้วยรองเท้าสีเดียวกัน บนเสื้อบริเวณหน้าอกของเธอเขียนคำๆ หนึ่งราวกับจะประกาศหน้าที่ของเธอให้คนทั้งโรงพยาบาลรู้ว่า เธอคือ “ผู้ช่วยทันตแพทย์” แววตาของเธอช่างสงบนิ่งยามเมื่อเอ่ยกับข้าพเจ้าว่า
“เชิญทางนี้คะ”
ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนด้วยใจระทึก เดินตามสาวนางนั้นเข้าไปในหลืบๆ หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาบุพการีทั้งสองด้วยแววตาวิงวอนปนอาฆาต เธอคนนั้นพาข้าพเจ้าเข้าไปในห้องที่กะขนาดได้ว่าไม่ใหญ่ไปกว่าห้องน้ำบ้านข้าพเจ้าแน่นอน ภายในนั้นมีเตียงสีเขียวค่อนข้างไฮเทค เพราะมีทีวีขนาด 10” อยู่ห้อยติดอยู่ด้วย บริเวณที่เหลือของห้องเป็นตู้สีน้ำตาลอ่อนๆ ที่คงเก็บอุปกรณ์การแพทย์เอาไว้
“นอนบนเตียงเลยนะคะ”
หญิงสาวนางนั้นเอ่ยวาจาที่ค่อนข้างล่อแหลมออกมา ผมเคลื่อนกายลงบนเตียงที่ว่าอย่างช้าๆ หญิงสาวคนนั้นทำอะไรสักอย่างอยู่ในบริเวณที่ผมมองไม่เห็น … เสียงฝีเท้าดังแว่วมาตามทางเดินนอกห้อง ไม่กี่อึดใจ หญิงสาวอีกนางก็ปรากฎตัว
“สวัสดีค่ะ”
เธอพูดกับข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผมยกมือไหว้เธอกลับ หญิงสาวคนที่ 2 นี้ เป็นหญิงวัยกลางคน ดวงหน้าแจ่มใสและดูมีราศีกว่าหญิงสาวคนที่หนึ่ง เธอสวมชุดกราวน์สีขาวสะอาด รองเท้าส้นสูงสีดำสนิท ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดง
“วันนี้มาทำอะไรคะ”
ข้าพเจ้าอึ้งไปเล็กน้อย อยากจะตอบไปเหลือเกินว่ามาผ่าตัดไส้ติ่งมั้งเจ๊
“คือฟันมันหักไปสองซี่นะครับ”
ผมพูดได้เพียงแค่นี้ หญิงสาวคนที่ 1 ก็จับข้าพเจ้าแหกปากออกด้วยมือของเธอ !! พลางสอดอะไรสักอย่างเข้ามาในปาก หญิงสาวคนที่ 2 ชะโงกหน้ามาดูใกล้ ก่อนจะดึงสิ่งนั้นออกจากปากผม แล้วหันไปพูดกับหญิงสาวอีกนางว่า
“พาไปเอ๊กซเรย์”
ว่าแล้ว หญิงสาวคนที่ 1 ก็พาผมไปในห้องที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม เธอสั่งให้ผมนั่งนิ่งๆ
“นี่หน้าเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่เนี่ย” เธอถามผม
“แม่ครับ” ผมตอบ ก่อนจะนึกในใจ …เสือกอะไรกับกู
“ถึงว่า ตาหวานเหมือนแม่นี่เอง” เธอบอก
T___T กูจะเสร็จอีผู้ช่วยทันตแพทย์นี่ไหมเนี่ย …
เธอทำอะไรกับฟันผมอยู่สักพัก ก่อนจะพาผมกลับไปยังห้องๆ เดิม เธอสั่งให้ผมนอนลงบนเตียงอีกครั้ง แล้วบอกให้ผมบ้วนปากด้วยน้ำในแก้วที่อยู่ด้านข้าง หญิงสาวคนที่ 2 กลับมาพร้อมกระดาษในมือที่คงจะเป็น ภาพเอ๊กซเรย์ฟันของผม เธอนั่งดูภาพที่ว่า ก่อนที่หญิงสาวคนที่ 1 จะทำอะไรบางอย่างกับเก้าอี้จนทำให้มันเอนลงไป ลงไป และลงไป ….
หญิงสาวคนที่ 2 สั่งให้ผมอ้าปาก และภายในเวลาครึ่งชั่วโมงถัดมา พวกเธอก็ทำอะไรบางอย่างกับปากผม
“พี่คะ วันนี้ได้ขนมมาเยอะแยะเลย เดี๋ยวไปกินกันมั้ยคะ”
“ฮ่ะ ๆๆ ใช่ๆ วันนี้ได้ขนมมาเยอะมากเลย เดี๋ยวเอาไปแบ่งให้พวกเด็กๆ เขาดีกว่า”
“คุณพี่ดูสิคะ อีนางเอกเนี่ย อะไรก็ไม่รู้ โง๊ โง่ .. ผัวมันเลวขนาดนี้ยังจมปลักกับมันอยู่ได้”
“นั่นน่ะสิ ละครเดี๋ยวนี้ ชักไร้สาระ พี่ดูทีไรล่ะอยากจะเข้าไปตบอีนางร้ายแทนซะจริงๆ”
หญิงสาวทั้งสองนางถกเถียงกันอย่างเมามัน พร้อมกับทำฟันให้ผมไปด้วย TT O TT (( …ฟันกู )) สักครู่หนึ่ง หญิงสาวคนที่ 2 ก็บอกกับผมว่า
“เดี๋ยวหมอจะถอนฟันแล้วนะคะ”
TTT O TTT !!!! พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย โอ้ว ววววว.
ว่าแล้ว เธอก็ใช้เครื่องมืออะไรบางอย่างกดฟันผมอย่างแรง จนหญิงสาวคนที่ 1 ต้องจับฟันผมอีกด้านเพื่อกันไม่ให้ผมหันหน้าหนี ช่วงเวลาแห่งความทรมานผ่านไปไม่กี่วิ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเนิ่นนานราวร้อยปี ((เว่อร์)) แล้วมันก็จบลง …
หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งสองนางก็บอกวิธีปฏิบัติตัว และวิธีการใช้ยาต่างๆ พอจ่ายเงิน ข้าพเจ้าขอดูใบเสร็จจากคุณแม่ รวมราคาทั้งหมด 11,609 บาท TOT แพงโฮกก ก ก ! ผมเลื่อนสายตาตามลิสต์ค่าใช้จ่าย พบว่ามีหนึ่งบรรทัดเขียนไว้ว่า ..
“ค่าวิชาชีพทันตแพทย์ – 5,550 บาท”
หะ !! นี่กูต้องจ่ายค่าเจ๊สองคนนั้นเท่านี้เลยเรอะ TT^TT โอ้วว อะไรกัน เจ็บก็เจ็บ ยังต้องเสียตังค์อีกหรอเนี่ยย *
กลับมาที่คาฟูร์อีกครั้ง … (( 14 : 21 ))
ผู้คนมากมายเดินผ่านตัวข้าพเจ้าไป ต่างคนต่างเดินอย่างรีบเร่งไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่มีแม้สักคนเดียวที่จะสนใจมองสิ่งรอบกาย ส่งผลให้มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยเกิดขึ้น
“โอ๊ย ! นี่คุณคะ เดินดูตาม้าตาเรือหน่อยสิ”
“ก็คุณน่ะแหละ บ้ารึเปล่าเดินถอยหลัง ! “
“นี่ ! ฉันก็เดินของฉันอยู่ดีๆ คุณต่างหาก มาจากไหน”
เสียงของคนสองคนนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะยอม และก็ไม่มีทีท่า ว่าใครจะเข้าไปห้าม
ทำไมนะ ?? ถ้าต่างฝ่ายต่างยอม และรู้ว่าคนที่ผิด ก็ทั้งคู่นั่นแหละ เรื่องมันก็คงจบไปนานแล้ว วันสิ้นปีทั้งที ทำไมต้องอารมณ์เสียกันด้วย ผมหันกลับมากินบะหมี่หมูแดง (ร้านเจียงลูกชิ้นปลา ^O^) ของผมต่อ พลางคิดถึงอนาคตของประเทศไทยในภายหน้า ((มีสาระ โหะๆ ๆ ^O^))
มันจะเป็นยังไงนะ ??
- เมืองไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก
- ปัจจุบัน เหลือพื้นที่ป่าไม้เพียง 20% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากร 65 ล้านคน
- ในแต่ละปี คนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินชีวิตประจำวัน คนละกว่า 2 ตันต่อปี
( ซึ่งพอๆกับชาวนิวยอร์ก และอาจจะมากกว่าโตเกียวและลอนดอน )
- นอกจากป่าไม้ร่อยหรอแล้ว ปริมาณน้ำฝนยังมีแนวโน้มลดลงทุกปี
- ทราบหรือไม่ว่า เราสูญเสียหน้าดินฝั่งอันดามันเพราะการกัดเซาะ ฝั่งอ่าวไทยเพราะการลุกล้ำทำกิน
- คงไม่ต้องพูดถึง ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง …
“ครั้งหนึ่ง… เราเคยมีชื่อติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก
เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองหน้าเที่ยวที่สุดในโลก
และเคยได้รับสมญาว่า The Land Of Smile “
ไม่คิดจะดูแลเค้าหน่อยหรอ ??
บ๊าย บาย ย. ! 2008* ^____________^
ปล. ปวดฟันว่ะ -*-