TANX ♥'s profileSexcercise '♥PhotosBlogGuestbookMore Tools Help

Blog


    February 05

    “ ♥ ไม่ด้านพอ ”

     

    แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านแผ่นไม้ อันเป็นฉากหลังของเวทีแห่งนี้ แสงนั้นทำให้ดวงตาของผมพร่ามัวไปชั่วขณะ บุคคลระดับสูง

    กำลังยืนอยุ่บนนั้น เฝ้ามองพวกเราด้วยความห่วงใย  โกรธเคือง  น้อยใจ    ……หรือยิ้มเยาะ

    เพียงชั่วขณะที่เสียงเซงแซ่ของนักเรียนนับร้อยชีวิตกำลังดังกึกก้องอยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนี้ การปรากฎตัวของคนกลุ่มหนึ่งก็ดึงความสนใจไปได้มาก

    อีกทั้งเหล่าตัวแทนนักเรียนที่ถือพานใส่พวงมาลัย กับผู้ปกครองสองสามคนที่ถือช่อดอกไม้ และยืนอย่างสงบอยู่เบื้องหลัง  …. สุดท้ายก็ได้แค่นี้สินะ

    หลายสิ่งที่พวกเราฝ่าฟัน กลับถูกทำลายด้วยเหตุผลเพียงเพื่อที่จะ “ รักษาชื่อเสียงของโรงเรียน “

    การกระทำของคุณ ที่ออกมาบอกว่าถูกสังคมตราหน้าให้เป็น “จำเลย” … คิดจะเรียกคะแนนสงสารรึไง

    การปกป้องและรักษาของเรา กลับถูกกล่าวหาว่าเป็น “การประท้วง” และ “ไร้การศึกษา”

    ความพยายามมากมายที่ตั้งใจจะขจัด “สิ่งเลวร้าย” ออกไปจากโรงเรียน กลับถูกมองว่าเป็น “ความรุนแรง”

    อย่าใช่คำว่า โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ มาอ้างเลย ไม่กระดากปากบ้างรึไง ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเพราะใคร ?

    นักเรียนไม่ได้โง่ แต่กลับถูกกดขี่ความคิดเพียงเพราะเหตุผลไร้สาระ ที่คนเป็นครูเอ่ยออกมา

    น่าตลกดีเหมือนกัน สถานที่ที่ความซื่อสัตย์และยุติธรรม ประกาศิตอยู่ทุกหนแห่งแบบนี้

    กลับถูกปกครองโดย สิ่งมีชีวิต ที่คงบอกได้ว่า  “ รกโลก “

     

    การพูดคุยและกล่าวขอโทษจบลงแล้ว

    ดวงตะวันลอยสูงขึ้นฟ้าจนยอดไม้บดบังแสงไว้หมด  ทิ้งสิ่งมีชีวิตตาดำๆ ไว้ให้แก้ปัญหาอันยุ่งยากใจ

    มันเลื่อนตัวสูงขึ้น ๆ สาดแสงแผ่รัศมีเจิดจ้า ราวกับโกรธเคือง .. ที่อะไรบางอย่าง ณ ที่นี้  “ไม่ถูกต้อง”

     

     

    January 28

    Examination

     

    ความรู้สึกกดดันเกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้าหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขนาดยาวของโรงอาหาร รอบตัวคือเพื่อนร่วมห้อง ที่ถึงอยากจะช่วย

    แต่ก็ไกลเกินกว่าจะช่วยได้ อาจารย์เดินแจกข้อสอบแล้ว ข้าพเจ้าหวังเพียงว่า สิ่งที่ได้ทบทวนมาเพียงน้อยนิดนั้น จะทำให้รอด

    พ้นจากวิกฤตการณ์การสอบในครั้งนี้  ไม่กี่อึดใจต่อมา กระดาษสีขาวสองใบ ก็ถูกวางลงข้างหน้า อ่านเพียงแวบเดียว คงมีแต่คำๆ

    นี้ที่บอกความรู้สึกของข้าพเจ้าได้

    “ ซวย “

     คาบต่อมา ทั้งๆที่ควรจะได้พักในวันธรรมดาๆ แบบนี้ พวกเราทั้งหมดต้องบากหน้า ก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปสอบวิชาต่อไป

    ครั้งนี้ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด เมื่ออาจารย์สุดประเสริฐกล่าวว่า

    “ ดูชีทได้ “

    แล้วพักกลางวันก็มาถึง ช่วงเวลาโหดร้ายถูกหยุดไว้ชั่วขณะ นักเรียนนับพันต่างมุ่งหน้าสู่โรงอาหาร เหอะ อยากจะขำเหมือนกัน

    เมื่อกี้เพิ่งจะนั่งสอบตรงนี้ แต่ความรู้สึกมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    “ แฮมชีทจ๋า หิวจังเลย “

    ช่วงสุดท้ายของวันธรรมดาที่ชวนเครียดแบบนี้ กำลังทำให้นักเรียนส่วนหนึ่งเกือบเป็นบ้า เอาเถอะ เอาเข้าไป ไหนๆก็วิชาสุดท้ายแล้ว

     

    “ อาจารย์เขาคงสนุกกัน - -* “

     

     

    December 31

    Bye Bye … 2008

     

    11 : 42

              ความแน่นขนัดของรถราปรากฎแก่สายตาเมื่อเราเลี้ยวเข้าไปในถนนสาย “กรุงเทพฯ - ฉะเขิงเทรา”  .. ผู้คนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด  “วัดโสธรวรารามวรวิหาร”  วันนี้ป๊ากะคุณแม่ออกมาซื้อของที่คาฟูร์แถวๆนั้น (ไม่ได้มาแวะเข้าวัดอะไรหรอกนะ)   นั่นแหละ ไม่รู้คิดอะไรออกมาซื้อของในวันแบบนี้ คนคงจะน้อยอยู่หรอก …

             เมื่อวานไปหาหมอฟัน ไปถึงก็โดนทักทายด้วยหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมอะไรสักอย่างจนทำให้ข้าพเจ้าเห็นเธอแค่ลูกตา เธอใส่ชุดยาวสีม่วงพร้อมด้วยรองเท้าสีเดียวกัน บนเสื้อบริเวณหน้าอกของเธอเขียนคำๆ หนึ่งราวกับจะประกาศหน้าที่ของเธอให้คนทั้งโรงพยาบาลรู้ว่า เธอคือ “ผู้ช่วยทันตแพทย์” แววตาของเธอช่างสงบนิ่งยามเมื่อเอ่ยกับข้าพเจ้าว่า

              “เชิญทางนี้คะ”

              ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนด้วยใจระทึก เดินตามสาวนางนั้นเข้าไปในหลืบๆ หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาบุพการีทั้งสองด้วยแววตาวิงวอนปนอาฆาต เธอคนนั้นพาข้าพเจ้าเข้าไปในห้องที่กะขนาดได้ว่าไม่ใหญ่ไปกว่าห้องน้ำบ้านข้าพเจ้าแน่นอน  ภายในนั้นมีเตียงสีเขียวค่อนข้างไฮเทค เพราะมีทีวีขนาด 10” อยู่ห้อยติดอยู่ด้วย บริเวณที่เหลือของห้องเป็นตู้สีน้ำตาลอ่อนๆ ที่คงเก็บอุปกรณ์การแพทย์เอาไว้

              “นอนบนเตียงเลยนะคะ”

              หญิงสาวนางนั้นเอ่ยวาจาที่ค่อนข้างล่อแหลมออกมา ผมเคลื่อนกายลงบนเตียงที่ว่าอย่างช้าๆ หญิงสาวคนนั้นทำอะไรสักอย่างอยู่ในบริเวณที่ผมมองไม่เห็น  … เสียงฝีเท้าดังแว่วมาตามทางเดินนอกห้อง ไม่กี่อึดใจ หญิงสาวอีกนางก็ปรากฎตัว

              “สวัสดีค่ะ”

              เธอพูดกับข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผมยกมือไหว้เธอกลับ หญิงสาวคนที่ 2 นี้ เป็นหญิงวัยกลางคน ดวงหน้าแจ่มใสและดูมีราศีกว่าหญิงสาวคนที่หนึ่ง เธอสวมชุดกราวน์สีขาวสะอาด รองเท้าส้นสูงสีดำสนิท ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดง

              “วันนี้มาทำอะไรคะ”

              ข้าพเจ้าอึ้งไปเล็กน้อย อยากจะตอบไปเหลือเกินว่ามาผ่าตัดไส้ติ่งมั้งเจ๊

              “คือฟันมันหักไปสองซี่นะครับ”

              ผมพูดได้เพียงแค่นี้ หญิงสาวคนที่ 1 ก็จับข้าพเจ้าแหกปากออกด้วยมือของเธอ !!   พลางสอดอะไรสักอย่างเข้ามาในปาก หญิงสาวคนที่ 2 ชะโงกหน้ามาดูใกล้ ก่อนจะดึงสิ่งนั้นออกจากปากผม แล้วหันไปพูดกับหญิงสาวอีกนางว่า

              “พาไปเอ๊กซเรย์”

              ว่าแล้ว หญิงสาวคนที่ 1 ก็พาผมไปในห้องที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม เธอสั่งให้ผมนั่งนิ่งๆ

              “นี่หน้าเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่เนี่ย”  เธอถามผม

              “แม่ครับ”  ผมตอบ ก่อนจะนึกในใจ  …เสือกอะไรกับกู

              “ถึงว่า ตาหวานเหมือนแม่นี่เอง” เธอบอก

              T___T  กูจะเสร็จอีผู้ช่วยทันตแพทย์นี่ไหมเนี่ย …

              เธอทำอะไรกับฟันผมอยู่สักพัก ก่อนจะพาผมกลับไปยังห้องๆ เดิม เธอสั่งให้ผมนอนลงบนเตียงอีกครั้ง แล้วบอกให้ผมบ้วนปากด้วยน้ำในแก้วที่อยู่ด้านข้าง หญิงสาวคนที่ 2 กลับมาพร้อมกระดาษในมือที่คงจะเป็น ภาพเอ๊กซเรย์ฟันของผม เธอนั่งดูภาพที่ว่า ก่อนที่หญิงสาวคนที่ 1 จะทำอะไรบางอย่างกับเก้าอี้จนทำให้มันเอนลงไป ลงไป และลงไป ….

              หญิงสาวคนที่ 2 สั่งให้ผมอ้าปาก และภายในเวลาครึ่งชั่วโมงถัดมา พวกเธอก็ทำอะไรบางอย่างกับปากผม

              “พี่คะ วันนี้ได้ขนมมาเยอะแยะเลย เดี๋ยวไปกินกันมั้ยคะ”

              “ฮ่ะ ๆๆ  ใช่ๆ วันนี้ได้ขนมมาเยอะมากเลย เดี๋ยวเอาไปแบ่งให้พวกเด็กๆ เขาดีกว่า”

              “คุณพี่ดูสิคะ อีนางเอกเนี่ย อะไรก็ไม่รู้ โง๊ โง่ .. ผัวมันเลวขนาดนี้ยังจมปลักกับมันอยู่ได้”

             “นั่นน่ะสิ ละครเดี๋ยวนี้ ชักไร้สาระ พี่ดูทีไรล่ะอยากจะเข้าไปตบอีนางร้ายแทนซะจริงๆ”

              หญิงสาวทั้งสองนางถกเถียงกันอย่างเมามัน พร้อมกับทำฟันให้ผมไปด้วย  TT O TT (( …ฟันกู )) สักครู่หนึ่ง หญิงสาวคนที่ 2 ก็บอกกับผมว่า

              “เดี๋ยวหมอจะถอนฟันแล้วนะคะ”

             TTT O TTT !!!!   พ่อจ๋า แม่จ๋า  ช่วยลูกด้วย โอ้ว    ววววว.  

             ว่าแล้ว เธอก็ใช้เครื่องมืออะไรบางอย่างกดฟันผมอย่างแรง จนหญิงสาวคนที่ 1 ต้องจับฟันผมอีกด้านเพื่อกันไม่ให้ผมหันหน้าหนี ช่วงเวลาแห่งความทรมานผ่านไปไม่กี่วิ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเนิ่นนานราวร้อยปี ((เว่อร์))  แล้วมันก็จบลง …

              หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งสองนางก็บอกวิธีปฏิบัติตัว และวิธีการใช้ยาต่างๆ  พอจ่ายเงิน ข้าพเจ้าขอดูใบเสร็จจากคุณแม่ รวมราคาทั้งหมด 11,609 บาท TOT  แพงโฮกก ก ก !  ผมเลื่อนสายตาตามลิสต์ค่าใช้จ่าย พบว่ามีหนึ่งบรรทัดเขียนไว้ว่า ..

              “ค่าวิชาชีพทันตแพทย์ – 5,550 บาท”

              หะ !! นี่กูต้องจ่ายค่าเจ๊สองคนนั้นเท่านี้เลยเรอะ  TT^TT โอ้วว อะไรกัน เจ็บก็เจ็บ  ยังต้องเสียตังค์อีกหรอเนี่ยย *

     

              กลับมาที่คาฟูร์อีกครั้ง … (( 14 : 21 ))

              ผู้คนมากมายเดินผ่านตัวข้าพเจ้าไป ต่างคนต่างเดินอย่างรีบเร่งไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่มีแม้สักคนเดียวที่จะสนใจมองสิ่งรอบกาย ส่งผลให้มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยเกิดขึ้น

              “โอ๊ย !  นี่คุณคะ เดินดูตาม้าตาเรือหน่อยสิ”

              “ก็คุณน่ะแหละ บ้ารึเปล่าเดินถอยหลัง ! “

              “นี่ ! ฉันก็เดินของฉันอยู่ดีๆ คุณต่างหาก มาจากไหน”

             เสียงของคนสองคนนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะยอม และก็ไม่มีทีท่า ว่าใครจะเข้าไปห้าม

              ทำไมนะ ?? ถ้าต่างฝ่ายต่างยอม และรู้ว่าคนที่ผิด ก็ทั้งคู่นั่นแหละ เรื่องมันก็คงจบไปนานแล้ว วันสิ้นปีทั้งที ทำไมต้องอารมณ์เสียกันด้วย  ผมหันกลับมากินบะหมี่หมูแดง (ร้านเจียงลูกชิ้นปลา ^O^) ของผมต่อ  พลางคิดถึงอนาคตของประเทศไทยในภายหน้า ((มีสาระ โหะๆ ๆ ^O^))

     

                           มันจะเป็นยังไงนะ ??

     

    -  เมืองไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก

    -  ปัจจุบัน เหลือพื้นที่ป่าไม้เพียง 20% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากร 65 ล้านคน

    -  ในแต่ละปี คนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินชีวิตประจำวัน คนละกว่า 2 ตันต่อปี

    ( ซึ่งพอๆกับชาวนิวยอร์ก และอาจจะมากกว่าโตเกียวและลอนดอน )

    -  นอกจากป่าไม้ร่อยหรอแล้ว ปริมาณน้ำฝนยังมีแนวโน้มลดลงทุกปี

    -  ทราบหรือไม่ว่า เราสูญเสียหน้าดินฝั่งอันดามันเพราะการกัดเซาะ ฝั่งอ่าวไทยเพราะการลุกล้ำทำกิน

    -  คงไม่ต้องพูดถึง ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง …

     

     

    “ครั้งหนึ่ง… เราเคยมีชื่อติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

    เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองหน้าเที่ยวที่สุดในโลก

    และเคยได้รับสมญาว่า  The Land Of Smile

     

              ไม่คิดจะดูแลเค้าหน่อยหรอ ??

     

             บ๊าย  บาย ย. !  2008*   ^____________^

            

             ปล. ปวดฟันว่ะ   -*-